มารี กูรี

posted on 04 Sep 2011 19:47 by nutthabhat
        มารี กูรี (อังกฤษMarie Curie) เดิมชื่อ มารืออา ซกวอดอฟสกา (โปแลนด์Marya Skłodowska) (7 พฤศจิกายน 2410 - 4 กรกฎาคม 2477) นักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียม ที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีอัตราการตายของของคนไข้เป็นอันดับหนึ่งมาทุกยุคสมัย ด้วยผลงานที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเหล่านี้ ทำให้มารี กูรีได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งด้วยกัน

ประวัติ

       มารี เป็นชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 ที่เมืองวอร์ซอ เขตวิสทูลาจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ และมักพาเธอมาที่ห้องทดลองเสมอ จึงทำให้เธอสนใจวิชาด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก แม้จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อรัสเซียมาปกครองโปแลนด์ และบังคับให้ใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการก็ตาม

ในสมัยนั้นค่านิยมในสังคมของผู้หญิงส่วนใหญ่ จะต้องเรียนการเป็นแม่บ้าน ซึ่ง มารี กูรี่ แตกต่างโดยสิ้นเชิง ที่ใส่ใจค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์

หลังจบการศึกษาระดับต้นแล้ว เธอกับพี่สาวก็ทำงานด้วยการเป็นครูอนุบาล สอนหนังสือให้กับเด็กๆ แถวๆ นั้น โดยทั้งสองมุ่งหวังอยากไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส แต่เงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย เธอจึงให้พี่สาวคือ บรอนยา ไปเรียนต่อด้านแพทย์ศาสตร์ก่อน พอจบแล้วค่อยส่งเสียเธอเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ต่อไป จนพี่สาวจบมาเธอก็ได้ไปเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยปารีส สมใจแต่ด้วยเงินอันน้อยนิดจากพี่สาว ไม่พอต่อค่าใช้จ่ายเธอจึงดิ้นรนหางานทำ จนได้เป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมี ของ ปิแอร์ กูรี จนทั้งสองแต่งงานมีลูกด้วยกัน แต่ ปิแอร์ เสียชีวิตก่อนเพราะอุบัติเหตุรถม้าชน ระหว่างที่เรียนไปทำงานไป เธอก็มุ่งมั่นศึกษาทดลองไปเรื่อยๆ จนมาพบรังสีแร่ธาตุเรเดียม โดยได้มาจากแร่พิทช์เบลนที่เป็นออกไซต์ชนิดหนึ่งสามารถแผ่รังสีได้ จากการเพียรพยายามทดลองมาหลายปีในการสกัดแร่ชนิดต่างๆ จนมาพบรังสีดังกล่าวทำให้เธอได้รับปริญญาเอก ในการค้นพบแร่ธาตุเรเดียม

จนในปี พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) เธอก็สามารถสกัดแร่เรเดียมให้บริสุทธิ์ได้ เรียกว่า เรเดียมคลอไรด์ ที่สามารถแผ่รังสีได้มากกว่ายูเรเนียมถึง 2,000,000 เท่า มีคุณสมบัติคือ ให้แสงสว่างและความร้อนได้ และเมื่อแร่นี้แผ่รังสีไปถูกวัตถุอื่น วัตถุนั้นจะเปลี่ยนสภาพเป็นธาตุกัมมันตรังสี และสามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกันกับแร่เรเดียม จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลต่อมา

 
มารี กูรี

การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแร่เรเดียมอย่างหนัก และต่อเนื่องกว่า 4 ปี ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้ง แม้สามีจะเสียชีวิตก็ตาม ด้วยกำลังใจอันล้นเปี่ยม เมื่อเกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งผู้คนส่วนมากล้มตายและถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เธอจึงอาสาสมัครเป็นอาสากาชาดเพื่อช่วยทหารที่บาดเจ็บ ในการเอกซเรย์เคลื่อนที่ตระเวนรักษาตามหน่วยต่างๆ จนสงครามสงบเธอก็กลับมาทำงาน แต่ก็ต้องล้มป่วยเพราะผลมาจากการทำงานหนัก และโดนรังสีเรเดียม ทำให้ไขกระดูกถูกทำลายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อนึ่ง มารี กูรี่ สามารถจดสิทธิบัตรได้ และทำให้เธอเป็นเศรษฐีได้ในพริบตา แต่เธอกลับเลือกที่จะมอบสื่งที่เธอค้นพบให้กับโลก ทำให้เธอและครอบครัวเป็นเพียงครอบครัวนักวิทยาศาสตร์จนๆ ตลอดจนเสียชีวิต

หลังการเสียชีวิตของ มารี กูรี หนึ่งในลูกสาวของเธอ ก็ได้ทำการค้นคว้างานวิจัยของเธอต่อไป จนประสบความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

รางวัลที่ได้รับ

 
ประกาศนียบัตรรางวัลโนเบลของมารี กูรี
  • รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ค.ศ. 1903 จากผลงานการพบธาตุเรเดียม
  • Davy Medal ค.ศ. 1903
  • Matteucci Medal ค.ศ. 1904
  • รางวัลโนเบลสาขาเคมี ค.ศ. 1911 จากผลงานการค้นคว้าหาประโยชน์จากธาตุเรเดียม

คำถามทบทวน

posted on 21 Aug 2011 18:51 by nutthabhat

1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

ตอบ  จากรากศัพท์ทางภาษาอังกฤษ พบว่า มัลติ ( Multi )  คือ หลายๆ อย่าง ผสมรวมกัน
มีเดีย ( Media ) คือ สื่อ ข่าวสาร ช่องทางการสื่อสาร ดังนั้น ถ้านำความหมายมารวมกัน จะได้ว่า มัลติมีเดีย (Multimedia) คือ สื่อผสม เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ สามารถผสมผสานกันระหว่าง ข้อความ ข้อมูลตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ไว้ด้วยกัน ตลอดจนการนำเอาระบบโต้ตอบกับผู้ใช้ (Interactive) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน หรือกล่าวสั้นๆว่า มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด

        ดังนั้น มัลติมีเดีย จึงช่วยให้การนำเสนอข้อมูล เกิดขึ้นได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ที่ได้รับชมมีความสะดวกและเห็นภาพต่อชิ้นงานมากกว่าการนำเสนอกับแผ่นกระดาษ

 

2. การนำเสนอข้อมูลผ่านทางเว็บไซด์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ  

-ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์ เพราะ ไม่ต้องเสียค่ากระดาษในการพิมพ์เอกสาร ค่าหมึก หรือค่าใช่จ่ายอีกมากมายของเอกสารสิ่งพิมพ์

-สามารถนำสื่อที่อยู่ในรูปของเว็บไซต์ ไปเสนอที่ใดก็ได้ อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา

-การนำเสนอผ่านทางเว็บไซต์สามารถส่งถึงผู้รับได้เร็วกว่า แบบ สื่อสิ่งพิมพ์

-สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขดัดแปลงได้ง่าย และอัพเดทข้อมูลได้ง่ายกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์

-สามารถใส่เนื้อหาหรือข้อมูลลงไปได้มากกว่าแบบเอกสาร(ทั้งตัวอักษร รูปภาพหรือ ไฟล์ต่างๆ)

-มีความคงทนไม่สูญหาย สลายเหมือนกับเอกสารสิ่งพิมพ์

 

3. Microsoft Power Point สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

ตอบ สามารถนำเสนอข้อมูลได้ทั้งในรูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์และแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในรูปแบบมัลติมีเดีย ซึ่งสามารถสร้างจุดเชื่อมโยง และอัปโหลดข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของเว็บไซต์ได้

 

4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ   ต่างกันคือ  การสร้างการเชื่อมโยงภายใน คือ การสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ หรือไปยังภาพนิ่งอื่นๆ ในไฟล์เดียวกัน

        การสร้างการเชื่อมโยงภายนอก คือ การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ เช่น เว็บไซต์ต่างๆที่ได้ทำการเชื่อมต่อไว้ เป็นต้น

 

5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ โปรเจคเตอร์  โทรทัศน์ จอมอนิเตอร์ ลำโพง เป็นต้น

 

6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ การนำเสนอข้อมูลรูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์เพราะสามารถทำได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องอาศัยความรู้หรือวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักจึงทำให้เข้าหากลุ่มผู้ใช้ได้เกือบทุกระดับ ซึ่งสามารถนำเสนอได้สะดวก ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอีกด้วย

 

7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบในMicrosoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ    สร้างจากเเม่แบบและการออกแบบ
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการกำหนดค่าต่าง ๆที่อยู่ภายในสไลด์ เช่น สีของตัวอักษรและลายพื้นหลัง เป็นการสร้างานนำเสนอที่ง่ายขึ้น  มีขั้นตอนการสร้างงานนำเสนอจากแม่แบบออกแบบดังนี้

1. คลิกที่คำสั่ง แฟ้ม(File) > สร้าง )New)
2. จะปรากฎแถบเครื่องมืองานนำเสนอใหม่ (New Presentation)
3. คลิกเลือกจากแม่แบบการออกแบบ (From Design Template)

4.จะปรากฎงานนำเสนอ (Slide Layout ) และแถบเครื่องมือ (slide Design)

5. เลือกงานออกแบบ (Slide Design)

6. พิมพ์ข้อมูลที่เตรียมลงในช่องตามที่เลือกไว้

 

8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ สามารถตั้งค่าได้โดยคลิกเลือกกล่องข้อความหรือวัตถุนั้นๆที่ต้องการ แล้วคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ซึ่งเราจะสามารถกำหนดกล่องข้อความหือวัตถุนั้นๆได้ตามใจชอบ

 

9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ตอบ   - Microsoft Power Point

         - Adobe Photoshop CS3 

         - Macromedia Authorware

 

10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ได้เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรเสมอไป เราอาจนำเสนอโดย แทรกรูปภาพ เพลง เสียง คลิป หรือไฟล์อื่นๆก็ได้

 

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft-PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะสามารถนำเสนอข้อมูลผ่านสื่ออื่นๆได้อีก เช่น จอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เป็นต้น

 

12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบได้ มีวิธีคือ คลิกที่คำสั่ง(เมนู) แทรก แล้วเลือก หัวข้อที่ต้องการ เช่น รูปภาพ หลังจากนั้นก็หาไฟล์ แล้วคลิกแทรก ที่หน้าต่างนั้นก็จะปรากฏรูปขึ้นมา(ภาพยนตร์และเสียงก็ทำในลักษณเดียวกัน)

 

13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผงผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

ตอบ การสรุปและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นตัวอักษรให้มาอยู่ในรูปๆเดียว ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย สามารถเปรียบเทียบข้อแตกต่างของข้อมูลได้อย่างชัดเจนและยังทำให้ข้อมูลมีความน่าสนใจมากกว่าตัวหนังสือ

 

14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล20คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

ตอบ ฮาร์ดแวร์  เช่น เครื่งคอมพิวเตอร์ เครื่อวฉาย(โปรเจคเตอร์) ไมโครโฟน ลำโพง เป็นต้น

       ซอฟต์แวร์ นั่นคือโปรแกรม Microsoft PowerPoint โดยอาจมีโปรแกรมอื่นๆช่วยในการนำเสนอ เช่น macromedia เป็นต้น

 

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร 

ภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ   คอมพิวเตอร์ ,Microsoft PowerPoint ,โทรทัศน์ ,โทรศัพท์ ,Notebook ,Tablet ,มัลติมีเดีย หรือเว็บไซต์ ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาจต้องใช้โปรแกรมต่างๆตามความเหมาะสมนั่นเอง

 

โปรแกรมภาษา Pascal

posted on 07 Jul 2011 14:12 by nutthabhat
เรื่อง โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล

     ภาษาปาสคาลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงที่พัฒนาขึ้นโดย Niklaus Wirth และได้ตั้งชื่อว่าปาสคาล (Pascal) เพื่อให้เกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ภาษาปาสคาล พัฒนามาจากภาษา Algol โดยพัฒนาให้เป็นภาษาสำหรับฝึกหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาษาปาสคาลจะมีลักษณะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์แบบประมวลความหรือคอมไพเลอร์ (Compiler) เมื่อเทียบกับภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงอื่น ๆ จะพบว่าภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่มีการวางระบบและจัดรูปแบบที่มีโครงสร้างแน่นอนตายตัว จึงทำให้ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่เหมาะสำหรับการเขียนโปรแกรมโครงสร้าง (Structured Program) มากกว่าภาษาอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่จึงทำให้ได้รับความนิยมและนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย


1.1 โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล
โปรแกรมในภาษาปาสคาล แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1. ส่วนหัว (Heading) เป็นการประกาศชื่อของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วยคำว่า PROGRAM ตามด้วยชื่อของโปรแกรม และจบบรรทัดด้วย ;
รูปแบบ

PROGRAM ชื่อโปรแกรม (รายชื่ออุปกรณ์);

ตัวอย่าง
PROGRAM EXAM1;
PROGRAM EXAM1(INPUT,OUTPUT);

ข้อสังเกต ชื่ออุปกรณ์ คือ INPUT, OUTPUT หรือชื่อของไฟล์ที่เกี่ยวข้องภายในโปรแกรมถ้าไม่ระบุจะถือว่า INPUT เข้าทาง keyboard และ OUTPUT ออกทางจอภาพ
2. ส่วนข้อกำหนด (Declaration part) คือส่วนตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงคำว่า BEGIN ของโปรแกรมหลัก และเป็นส่วนที่เรากำหนดค่าต่าง ๆ ดังนี้
2.1 VAR เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลให้แก่ตัวแปร
รูปแบบ


VAR รายชื่อตัวแปร : ประเภทของข้อมูล;

ตัวอย่าง

VAR I,J,K : INTEGER;
NAME : STRING;
SALARY : REAL;

2.2 TYPE เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลขึ้นใหม่

รูปแบบ

TYPE ชื่อของแบบ = ประเภทหรือค่าของข้อมูล;

ตัวอย่าง

TYPE SCORE = INTEGER;
WEEK = (MON, TUE, WED, THU, FRI);
VAR TEST, MIDTERM, FINAL : SCORE;
DAY : WEEK;

จากตัวอย่างต้องประกาศชื่อแบบของตัวแปรก่อนแล้วจึงประกาศชื่อตัวแปรที่เป็นแบบ
2.3 CONST เป็นการกำหนดค่าคงที่

รูปแบบที่ 1

CONST รายชื่อค่าคงที่ = ค่าที่กำหนด;

รูปแบบที่ 2

CONST รายชื่อค่าคงที่ : ประเภทของข้อมูล = ค่าที่กำหนด;

ตัวอย่าง

CONST HEAD = ‘EXAMINATION’;
CONST A = 15;
CONST SALARY : REAL = 8000.00;

2.4 LABEL ใช้คู่กับคำสั่ง GOTO ภายในโปรแกรม

รูปแบบ 

LABEL รายชื่อของ LABEL;

ตัวอย่าง

LABEL 256,XXX;

เช่น GOTO 256; GOTO XXX;

3. ส่วนคำสั่งต่าง ๆ (Statement Part) เป็นส่วนสุดท้ายของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วย “BEGIN” และปิดท้ายด้วย “END.”

ตัวอย่าง

BEGIN
Statement หรือคำสั่งต่าง ๆ ;
END.

1.2 ชื่อ (Identifier)
ชื่อ คือคำที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดใช้เป็นชื่อของโปรแกรม โปรแกรมย่อย ตัวแปร แบบของตัวแปร และค่าคงที่

การตั้งชื่อ
1. ตัวอักขระ (character) ที่นำมาใช้ คือ ตัวอักษร ตัวเลข และ (_) Underline
2. จะนำเครื่องหมายใด ๆ มาใช้เป็นชื่อไม่ได้
3. ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือขีดล่าง
4. ความยาวของชื่อไม่เกิน 30 ตัว แต่จะมีความหมายเพียง 8 ตัวแรกเท่านั้น

1.3 คำ (Word)
คำในภาษาปาสคาล แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1. พวกที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ได้แก่ แบบของข้อมูล ตัวแปร และค่าคงที่
2. พวกที่เกี่ยวกับคำสั่ง ได้แก่ คำสงวน (Reserved word) คำมาตรฐาน (Standard word) คำใหม่ (User defined word)

1.4 ข้อมูล (Data)
ภาษาปาสคาล แบ่งประเภทของข้อมูลเป็น 4 แบบ คือ แบบมาตรฐาน แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนด แบบโครงสร้าง และแบบพอยน์เตอร์
แบบมาตรฐาน เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นลำดับที่มีค่ามากน้อยตามลำดับ แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. Integer เป็นข้อมูลเลขจำนวนเต็ม
2. Real เป็นข้อมูลเลขจำนวนจริงมีทศนิยม
3. Character เป็นข้อมูลตัวอักษร
4. String เป็นข้อมูลของชุดตัวอักษร เช่น String [30] เป็นการะบุค่าของสตริงว่ามีขนาด 30 ตัวอักษร
5. Boolean เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นไปได้ 2 ค่า คือ เป็นจริง (true), เป็นเท็จ (false) ตัวดำเนินการ (operators) ที่ใช้ในภาษาปาสคาล ได้แก่
NOT ให้กลับค่าทางคณิตศาสตร์ของ Boolean เช่น Not true เป็น false
* ให้คูณเลขทางซ้ายกับเลขทางขวา
/ ให้หารโดยเลขทางซ้ายเป็นตัวตั้ง เลขทางขวาเป็นตัวหาร
DIV ให้หารแบบตัดเศษทิ้ง ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
MOD ให้หาเศษของการหาร ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
AND ให้ความเป็นจริง เมื่อทั้ง 2 กรณีเป็นจริงทั้งคู่
OR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริง เช่น (X MOD Y = 0) 0R (x-y = 0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็นศูนย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่าง
XOR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริงเท่านั้น เช่น (X MOD Y Y= 0) XOR(X-Y=0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็น 0 อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

     แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้น ภาษาปาสคาลอนุญาตให้ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดรูปแบบของข้อมูลขึ้นมาใช้งานเฉพาะภายในโปรแกรมได้เอง โดยการประกาศไว้ในคำสั่ง VAR หรือ TYPE แบ่งเป็น 2 แบบ
1. กำหนดแบบใหม่ เป็นการกำหนดรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อใช้เฉพาะโปรแกรมนั้น ๆ

ตัวอย่าง

TYPE color = (yellow,blue,red);
VAR dd = color;

ดังนั้น dd เป็นตัวแปรที่มีค่า 3 ค่า คือ yellow, blue, red

2. กำหนดช่วงของค่าข้อมูล เป็นการกำหนดช่วงของค่าของข้อมูลเฉพาะตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่ใช้ภายในโปรแกรม

ตัวอย่าง
TYPE NUM = 0..50;
VAR X : NUM;

ดังนั้น X จะเป็นตัวแปรที่มีค่าในช่วง 0 ถึง 50
     แบบโครงสร้าง เป็นการนำเอาข้อมูลแบบมาตรฐานหรือข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นมาจัดให้มีระบบ มีโครงสร้างเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ การจัดข้อมูลโครงสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ข้อมูล Array, set, record และ file
     แบบพอยน์เตอร์ เป็นข้อมูลที่เป็นดัชนีสำหรับระบุข้อมูลอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลแบบนี้จะซับซ้อน ค่าของข้อมูลแบบพอยน์เตอร์จะไม่เป็นตัวเลข, ตัวอักษร แต่จะมีค่าเป็น address ในหน่วยความจำ RAM ที่ข้อมูลถูกเก็บอยู่